กีฬา

อากิระ นิชิโนะ กุนซือชาวญี่ปุ่นคนแรกในวงการฟุตบอลทีมชาติไทย

หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลทีมชาติไทย เราเคยมีแต่โค้ลที่อิมพอร์ตมาจากต่างประเทศมากมายส่วนใหญ่มาจากทางยุโรปเสียมากกว่า แต่ ณ เวลานี้ทีมชาติไทยได้กุนซือฝีมือดีที่มาจากทวีปเอเชียมาคุมทีมฟุตบอลให้ทีมชาติไทยอย่าง “อากิระ นิชิโนะ” ซึ่งวันนี้เราจะบอกเล่าประวัติความเป็นมาของเขาก่อนที่จะก้าวเข้ามาเป็นเฮดโค้ชให้ทีมไทย เส้นทางของอดีตนักฟุตบอลและโค้ชทีมชาติญี่ปุ่น สู่การเป็นเฮดโค้ชของทีมชาติไทย อากิระ นิชิโนะ เกิดที่เมืองไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น เคยเป็นอดีตนักฟุตบอลในตำแหน่ง มิดฟิลด์ของทีมชาติญี่ปุ่น และกลายมาเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลสโมสรในญี่ปุ่นหลายสโมสร เช่นทีม วิสเซล โคเบะ, คาชิวะ เรย์โซล, กัมบะโอซากะ, นางายะ แกรมปัส จนกระทั่งมีโอกาสได้เป็นโค้ชให้กับทีมชาติญี่ปุ่นในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ปี 1996    ผลงานของนิชิโนะที่โดดเด่นคือการเป็นโค้ชคนแรกที่พาทีม กัมบะ โอซากะ คว้าแชมป์ไปถึง 4 รายการ นั่นคือ -แชมป์ เอเอฟซี แชมป์เปี้ยนลีก 2 สมัยติดกัน ในปี 2008 และ 2009 -แชมป์ เจลีก ปี 2005 -แชมป์เจลีก อีก 2 ครั้งในปี 1999 และ 2007 แม่ทัพญี่ปุ่นคนใหม่ จะนำ “ช้างศึก” ไทยไปสู่บอลระดับโลกได้หรือไม่…

Continue Reading

กีฬา

เอดินสัน คาวานี่ พิสูจน์แล้วว่าเขาคือของดีที่ไม่ควรจะโดนดอง

การย้ายเข้ามาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของกองหน้าจอมเก๋าชาวอุรุกวัยอย่างเอดินสัน คาวานี่นั้น แรกเริ่มเดิมทีมันล้วนเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ว่าการเซ็นสัญญาครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือไม่ของทางปีศาจแดง เพราะถึงแม้ว่าชื่อของเขานั้นจะมีรางวัลการันตีมามากมาย แต่ด้วยความที่อายุของเขาค่อนข้างจะมากแล้ว แถมยังเป็นนักเตะอเมริกาใต้ที่ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จในโรงละครแห่งความฝันอีกด้วย แถมค่าเหนื่อยก็แพงอีกต่างหากมันจึงทำให้หลายคนมองว่าการเซ็นสัญญาครั้งนี้ของทางผีแดงมันเสี่ยงเกินไป และสถานการณ์มันก็ดูจะเป็นแบบนั้นเสียด้วยเพราะนับตั้งแต่ย้ายเข้ามา เขาก็ถูกใช้งานในฐานะตัวสำรองแทบทุกนัด จนไม่สามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอันซักเท่าไหร่ แต่ผลงานจากเกมที่ทัพปีศาจแดงโกงความตายพลิกกลับมาเอาชนะนักบุญ เซาแธมตันได้นั้นมันได้แสดงให้เห็นแล้วว่าศักยภาพในตัวของกองหน้ารายนี้นั้นยังคงมีอยู่มากมายเพียงใด ในเกมนั้นผลการแข่งขันครึ่งแรกจบลงด้วยการที่ปีศาจแดงตามหลังนักบุญอยู่ที่ 2 ประตูต่อ 0 และโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ได้ทำการแก้เกมเร็วด้วยการส่งเอดินสัน คาวานี่ลงตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง และเขาก็เริ่มต้นพาทีมไล่ทวงประตูคืนทันทีเริ่มจากนาทีที่ 59 ที่เขาเป็นคนจ่ายบอลให้กับบรูโน่ยิงตีตื้นขึ้นมา ก่อนที่นาที 74 เจ้าตัวจะมาโขกประตูตีเสมอให้กับทีม ก่อนที่จะมาทำช็อกแฟนนักบุญอีกครั้งโดยการโขกประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บอีกด้วย มันจึงเท่ากับว่าสามคะแนนอันล้ำค่าของทัพปีศาจแดงในเกมนี้เป็นผลงานของคาวานี่คนเดียวเลยก็ว่าได้ มันจึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่าที่จริงแล้วเขาหมดสภาพไปตามวัย หรือเพียงแค่เจ้านายคนใหม่ยังใช้เขาไม่เป็นเท่านั้นเอง กับการที่ทำให้เขาได้ลงสัมผัสเกมในลีกเพียงแค่เป็นตัวสำรองตลอดทุกเกม และมันถึงเวลาแล้วหรือยังที่โซลชาร์จะมอบหน้าที่ล่าตาข่ายเต็มตัวให้กับเขาเสียที เพราะเขาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเขายังมีดีมากพอที่จะทำหน้าที่นี้อยู่ถึงแม้ว่าอายุจะปาเข้าไป 33 ปีแล้วก็ตาม และที่สำคัญสำหรับตำแหน่งกองหน้าตัวเป้านั้น ในทีมก็ไม่ใครดีไปกว่าเขาเพราะหน้าเป้าจริง ๆที่แมนยูมีอยู่ก็มีเพียงโอเดียน อิกาโล่เท่านั้นเอง สำหรับผลงานมาสเตอร์พีชของคาวานี่ในเกมดับนักบุญนั้น ผลที่ตามมามันย่อมจะเป็นผลดีต่อทีม ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นประโยชน์ของกองหน้าระดับโลกรายนี้ ที่ทำให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ควรถูกดองอยู่ข้างสนาม และในอีกมุมหนึ่งมันก็จะช่วยกระตุ้นกองหน้าคนอื่น โดยเฉพาะอองโตนี่ มาเซียลที่ดูจะฝืดไปมากในช่วงหลัง ให้กลับมารีบเค้นฟอร์มตัวเองให้ดีอีกครั้ง เพราะตอนนี้พี่ใหญ่อย่างคาวานี่นั้นได้กลับสู่ฟอร์มเดิมแล้ว และถ้าหากว่าโดนเขายึดตำแหน่งไปละก็คนที่โดนดองอยู่ข้างสนามจะกลายเป็นเขาเองอย่างแน่นอน

กีฬา

การจากไปของตำนานดาวยิงของโลก ดีเอโก้ มาราโดน่า

คงต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีแห่งการสูญเสียอย่างแท้จริงสำหรับวงการกีฬา เพราะนอกจากที่เราจะได้รับข่าวร้ายสำหรับการจากไปของผู้เล่นระดับตำนานของกีฬาบาสเกตบอลอย่างโคบี้ ไบรอัน เมื่อช่วงต้นปีไปแล้ว ก่อนจะสิ้นปีเรายังสูญเสียตำนานแห่งโลกฟุตบอลอย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่าไปอีกคนหนึ่งด้วย การเสียชีวิตของตำนานดาวยิงชาวอาร์เจนติน่านั้นเกิดขึ้นเมื่อตอนเช้าของวันที่ 25 พฤศจิกายน ตามเวลาท้องถิ่นด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันในบ้านพักของเขาเอง โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คือหลานชายของเขาเผยว่ามาราโดน่านั้นตื่นขึ้นมารับประทานอาหารเช้าด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยดีนัก และบอกเพียงว่าเขารู้สึกไม่ค่อยดีแล้วขอกลับไปนอนต่อหลังมื้ออาหาร และมันก็เป็นการนอนที่เขาไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย การจากไปของดีเอโก้ มาราโดน่านั้นสร้างความเสียใจให้กับผู้คนที่อยู่ในวงการฟุตบอล ทั้งบรรดานักเตะชื่อดังหลายคนที่เคยมีเขาเป็นแรงบันดาลใจในการเล่นฟุตบอล รวมไปถึงแฟนบอลจากทั่วโลกที่ชื่นชอบในฝีเท้าและลีลาในการเล่นฟุตบอลของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนบอลทีมชาติอาร์เจนติน่าและทีมนาโปลีที่ยกย่องให้เขาเปรียบดังพระเจ้าบนโลกแห่งฟุตบอลเลยก็ว่าได้ ซึ่งสำหรับชาวอาร์เจนติน่านั้นดีเอโก้ มาราโดน่านั้นเปรียบได้กับพระเจ้าองค์ที่ 3 โดยมีองค์ที่หนึ่งคือพระเยซู คริสต์ องค์ที่ 2 คือมาริโอ เคมเปส ผู้พาทีมไปสู่แชมป์โลกสมัยแรก และอันดับที่ 3 ก็คือดีเอโก มาราโดน่า ผู้นำพาแชมป์โลกสมัยที่สองนั่นเอง ส่วนที่นาโปลีนั้นไม่ต้องสงสัยเลยเพราะจุดสูงสุดที่มาราโดน่าทำไว้ให้กับทีมนั้นไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนและหลังจากที่เขาย้ายออกไปจากทีมนั้น นาโปลีก็ไม่เคยกลับไปสู่จุดนั้นได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว นั่นก็คือการเป็นแชมป์กัลโช่ ซีเรีย อา นั่นเอง ชื่อของดีเอโก้ มาราโดน่านั้นมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับกองหน้าชาวบราซิลอย่างเปเล่เสมอ ในแง่ที่ว่าระหว่างสองคนนี้ใครคือที่สุดตลอดกาล แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับความสำเร็จของไข่มุกดำแล้วมาราโดน่าย่อมจะสู้ไม่ได้ แต่ความยิ่งใหญ่ของเขานั้นมันมาจากการที่เขาเพียงคนเดียวสามารถพาทีมไปสู่ความสำเร็จได้ต่างหาก เพราะมาราโดน่าไม่ได้มีเพื่อนร่วมทีมที่เก่งกาจมากมายเท่ากับเปเล่ แต่การเล่นแบบวันแมนโชว์ของเขาก็สามารถพาทีมเป็นแชมป์ได้เช่นกัน นั่นคือประเด็นที่แฟนบอลนำมาถกเถียงกันตลอดมาสำหรับสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการฟุตบอล ที่สุดตลอดกาล พระเจ้า ตำนาน ไม่ว่าจะเป็นคำเรียกใด มันล้วนแล้วแต่มุ่งตรงมาที่ ดีเอโก้ มาราโดน่า ทั้งสิ้น และสิ่งที่เขาเคยสร้างไว้ในโลกแห่งฟุตบอลจะยังคงเป็นที่จดจำไปตราบนาน ขอแสดงความเสียใจและไว้อาลัยให้แก่การจากไปของเขา และขอขอบคุณที่เขาสร้างความสุขให้กับโลกแห่งฟุตบอลตลอดมา

กีฬา

จู๊ด ศูนย์ทรัพย์-เบลล์ หนุ่มลูกครึ่งไทย ดาวรุ่งอนาคตไกลของสิงโตน้ำเงินคราม

ยังคงโชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงอย่างต่อเนื่องจนได้รับการจับตามองเป็นพิเศษในขณะนี้ สำหรับกองหน้าดาวรุ่งลูกครึ่งไทย-อังกฤษอย่าง จู๊ด ศูนย์ทรัพย์-เบลล์ ผู้เล่นในชุดเยาวชนของทีมสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ทีมดังระดับยักษ์ใหญ่แห่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ซึ่งจากผลงานของเขาทำให้บรรดาผู้ฝึกสอนของทีมสิงโตน้ำตั้งความหวังไว้กับเขาสูงเลยทีเดียว และมันก็ทำให้แฟนบอลบ้านเรามีความหวังลึก ๆ ว่าในอนาคตเขาจะเลือกกลับมาติดธงลงรับใช้ทีมชาติที่เป็นแผ่นดินแม่ของเขาอย่างทีมชาติไทย สำหรับเจ้าหนูฟอร์มแรงรายนี้เกิดและโตที่ประเทศอังกฤษ โดยมีคุณพ่อเป็นชาวอังกฤษและมีคุณแม่เป็นคนไทย ซึ่งตอนนี้เขามีอายุได้เพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับศูนย์ฝึกเยาวชนของทีมสวินดอน ทาวน์ เมื่อปี 2015 ก่อนที่ผลงานของเขาจะไปเข้าตาทีมแมวมองของทีมสิงโตลอนดอน และทำการดึงตัวเขามาร่วมทีมเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาและเขาก็ไม่ได้ทำให้ทีมงานเชลซีผิดหวัง เมื่อเขาเรียนรู้และพัฒนาการเล่นของตัวเองขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้เขาได้รับสัญญาเป็นนักเตะอาชีพจากทางสโมสรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเขาได้ลงเล่นให้กับชุดเยาวชนของทีมในรายการพรีเมียร์ลีกรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปีอยู่ในปัจจุบัน และสถิติการถล่มประตูของเขาในปีนี้ก็ร้อนแรงอย่างมาก เมื่อเขาสามารถยิงให้ทีมสิงโตน้ำเงินครามชุดเล็กไปแล้วถึง 7 ประตู จากการลงสนามไปเพียงแค่ 6 นัดเท่านั้นเอง และที่สำคัญใน 7 ประตูที่เขาทำได้นั้นมันมีหนึ่งเกมคือเกมกับเลสเตอร์ ซิตี้ ที่เขาสามารถกดไปคนเดียวถึง 4 ประตู พาทีมถล่มไปแบบขาดลอยถึง 8-1 ซึ่งมันทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนแรกในรอบ 59 ปี เลยทีเดียวที่ยิงได้ถึงสี่ประตูในเกมเดียวให้ชุดเยาวชน ในส่วนของทีมชาตินั้นเจ้าหนูเบลล์ก็ผ่านการลงเล่นให้กับทีมสิงโตคำรามชุดเล็กมาแล้ว และก็ทำผลงานได้ดีเสียด้วย โดยเขาลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษชุดไม่เกิน 16 ปีไปแล้ว 7 นัดและสามารถทำได้ถึง 6 ประตูเลยทีเดียว แถมในเกมเปิดตัวนั้นเขากดแฮตทริกใส่ทีมแกร่งอย่างสเปนเลยทีเดียว ทำให้เชื่อว่าทางทีมชาติอังกฤษเองก็คงจะหวังให้เขาก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นชุดใหญ่ของพวกเขาเช่นกัน ซึ่งนั้นอาจจะทำให้สมาคมฟุตบอลทีมชาติไทยเราต้องทำงานกันอย่างหนักเลยทีเดียวหากหวังจะเห็นเจ้าหนูรายนี้ติดธงไตรรงค์ในอนาคต ถึงดูจะยากไปนิดที่จะดึงเจ้าหนูรายนี้มาติดทีมชาติไทย…

Continue Reading

กีฬา

เคลย์ ธอมป์สันเจ็บยาวอีกหนึ่งซีซั่น นับเป็นฝันร้ายของเหล่าวอร์ริเอร์ส

ยังไม่ทันได้เริ่มเปิดฤดูกาลใหม่ในการแข่งขันศึกบาสเกตบอลอาชีพเอ็นบีเอ ก็มีข่าวร้ายที่ดูเหมือนจะรุนแรงเอามาก ๆ เกิดขึ้นเสียแล้วสำหรับทีมดังอย่างโกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส ที่ดูเหมือนว่าพวกเขาคงจะต้องเสียมือปืนคนสำคัญประจำทีมไปก่อนที่ฤดูกาลใหม่จะเปิดฉากขึ้นอีกเพียงไม่นาน เนื่องจากอาการบาดเจ็บ และมือปืนคนนั้นก็คือเคลย์ ธอมป์สัน ชู้ตติ้งการ์ดจอมสามแต้มของทีมนั่นเอง และจากการประเมินคาดการณ์กันว่าเขาอาจไม่เพียงแค่อดเปิดฤดูกาลพร้อมเพื่อนแต่มันอาจส่งผลให้เขาชิงปิดฤดูกาลไปก่อนคนอื่นเลยทีเดียว อาการบาดเจ็บของธอมป์สันนั้นเกิดขึ้นในระหว่างการซ้อมที่สนามซ้อมของทีมในลอสแอนเจลิสเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งอาการบาดเจ็บนั้นก็คือมีอาการเอ็นร้อยหวายฉีกขาด ซึ่งมันร้ายแรงมากพอที่จะทำให้เขาพลาดเกมตลอดทั้งฤดูกาล 2020-2021 ที่กำลังจะเริ่มขึ้นนี้เลยทีเดียว ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วตัวของเขาเองก็โดนอาการบาดเจ็บที่เอ็นไขว้หน้าซ้ายทำให้ชิงปิดฤดูกาลก่อนเพื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งอีกด้วย การบาดเจ็บของชู้ตติ้งการ์ดรายนี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่มากทีเดียวสำหรับทัพวอร์ริเออร์ส เพราะมันแสดงให้เห็นแล้วเมื่อฤดูกาลก่อนที่เขาคนนี้ได้รับอาการบาดเจ็บยาวเหมือนกันนั้นมันส่งผลมากเพียงใด สำหรับทีมที่เน้นโจมตีจากวงนอกอย่างวอร์ริเออร์ส โดยเฉพาะเมื่อฤดูกาลที่แล้วที่เขาโดนอาการบาดเจ็บลักพาตัวไปพร้อมกันกับสตีเฟ่น เคอร์รี่ อีกหนึ่งจอมแม่นสามแต้มของทีมนั้นทำให้ผลงานของทีมย่ำแย่เพียงใด มันถึงกับทำให้ทีมลุ้นแชมป์อย่างพวกเขาต้องลงไปจมอยู่อันดับสุดท้ายของตารางฝั่งตะวันตกหลังจบฤดูกาลปกติเลยทีเดียว จากผลงานอันดับที่ย่ำแย่ในฤดูกาลก่อนทำให้พวกเขาหมายหมั้นปั้นมืออย่างที่สุดว่าฤดูกาลนี้จะกลับขึ้นมาสู่เส้นทางลุ้นแชมป์ให้ได้อีกครั้ง หลังจากได้หัวใจสำคัญของพวกเขาอย่างสเต็ปและเคลย์กลับมาอยู่ในสนามกันอย่างพร้อมหน้า ดังนั้นเมื่อเคลย์ถูกอาการบาดเจ็บเล่นงานหนักขนาดนี้มันย่อมจะส่งผลในระยะยาวกับทีมของสตีฟ เคอร์อย่างแน่นอน เพราะทีมที่เน้นโจมตีวงนอกอย่างพวกเขาการเสียชู้ตติ้งที่มีสถิติสามแต้มสูงถึง 41.9% อย่างเขาไป มันย่อมเป็นเรื่องยากอย่างมากที่จะหาใครเข้ามาแทนในเวลาอันสั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้เคอร์รี่กลับมาแล้วก็ตาม เวลาในการที่จะเริ่มฤดูกาลใหม่ของเอ็นบีเอก็ใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่ปัญหาใหญ่ของเหล่าวอร์ริเออร์สก็ดันมาชิงเกิดขึ้นก่อนเสียนี่ คงต้องรอดูกันว่าเวลาราวสองสัปดาห์ที่เหลือนี้ทาง สตีฟ เคอร์ จะแก้ปัญหาการหายไปของเคลย์ ธอมป์สันได้อย่างไร จะหาผู้เล่นคนอื่นมาแทนที่หรือว่าจะเปลี่ยนสไตล์การเล่นเพื่อให้เข้ากับทีมที่มีอยู่ มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ และวันที่ 22 ธันวาคม นี้แฟน ๆ คงจะได้รู้ว่ามันจะออกมาในรูปแบบใด

กีฬา

อยู่เพื่อสานต่อความสำเร็จ คิง เจมส์ ต่อสัญญาเลเกอร์สออกไปอีกสองปี

ต้องบอกว่านี่คือข่าวดีที่ทำเอาแฟน ๆ ของแอลเอ เลเกอร์สยิ้มกันแก้มปริในช่วงเวลาก่อนที่จะเปิดฉากฤดูกาลใหม่ของเอ็นบีเอเลยทีเดียว เมื่อซูเปอร์สตาร์ประจำทีมอย่าง เลบรอน เจมส์ ได้ตัดสินใจทำการขยายสัญญาของเขากับทีมออกไปอีกสองฤดูกาลด้วยกัน ทำให้แฟนเลเกอร์สได้ลุ้นสานต่อความสำเร็จกันยาวออกไปอีก ซึ่งจากเดิมเมื่อปี 2018 เขาเซ็นสัญญากับเลเกอร์สไว้ 4 ปีด้วยกันโดยพ่วงเงื่อนไขสัญญาว่าเขาสามารถย้ายออกไปจากสัญญาได้เมื่อเล่นผ่านไปได้สามปี แต่ “คิงเจมส์” ไม่เพียงแต่ไม่เลือกที่จะจากไปเขายังคงขยายสัญญาเพิ่มจากเดิมออกไปอีก 2 ฤดูกาลอีกด้วย ซึ่งมันจะทำให้เขาเล่นที่แอลเอยาวไปถึงจบฤดูกาล 2022-2023 กันเลยทีเดียว ซึ่งการขยายสัญญาครั้งนี้นอกจากบรรดาสาวกเลเกอร์สที่ยิ้มกันแก้มปริแล้ว เชื่อว่าเจ้าตัวเองก็คงจะยิ้มแก้มปริไม่แพ้กัน เพราะเขาได้รับสัญญาครั้งนี้ที่มีมูลค่าสูงถึง 85 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 2,500 ล้านบาทเลยทีเดียว ถึงแม้ว่ามูลค่าสัญญาที่ทางเลเกอร์สต้องจ่ายจะสูงลิบ แต่สำหรับพวกเขาแล้วการจ่ายเพื่อคิงเจมส์นั้นมันเป็นสิ่งที่พวกเขามองว่ามันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาพึ่งจะพาทีมกลับสู่ตำแหน่งแชมป์ได้อีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานถึง 10 ปี และตัวเขาก็นับว่าเป็นคนสำคัญอย่างมากที่พาทีมกลับสู่จุดนั้นโดยการันตีได้จากที่เขาคือผู้เล่นทรงคุณค่าหรือเอ็มวีพีในรอบสุดท้ายนั่นเอง และการคว้าแชมป์ครั้งนั้นมันทำให้เลเกอร์สก้าวขึ้นไปทาบสถิติมากที่สุดตลอดกาลของเซลติกที่ 17 สมัยอีกด้วย นั่นเท่ากับว่าการลุ้นแชมป์ในฤดูกาลใหม่นี้มันจะเป็นการฉีกหนีและสร้างสถิติตลอดกาลของเอ็นบีเอขึ้นมาใหม่ แล้วงานใหญ่อย่างนี้จะขาดผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่อย่างเขาไปได้อย่างไร นอกจากการขยายสัญญาออกไปของเจมส์แล้ว ทางเลเกอร์สยังเตรียมทีมเพื่อป้องกันแชมป์ได้อย่างน่าสนใจ โดยการที่พวกเขาเตรียมจะขยายสัญญาให้กับแอนโธนี่ เดวิสอีกหนึ่งนักบาสคนสำคัญออกไปอีก ส่วนในรายชื่อผู้เล่นใหม่ที่ดึงเข้ามาเสริมทีมนั้น ก็มีทั้งเดนนิส ชโรเดอร์, มอลแทรซล์ ฮาร์เรล, เวสลี่ย์ แมทธิวส์ และมาร์ค กาซอล ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนักบาสฝีมือดีที่น่าจะทำให้พวกเขาอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ไปได้จนถึงปลายทางของฤดูกาล สำหรับแฟนเลเกอร์สแล้วนี่คือข่าวดีอีกเรื่องหนึ่งในปีนี้ หลังจากการคว้าแชมป์เอ็นบีเอมาครองได้สำเร็จ ที่พอจะทำให้พวกเขาผ่อนคลายจากความเศร้าที่ต้องเสียตำนานอย่างโคบี้ไปแบบไม่มีวันกลับในช่วงต้นปี และเลบรอนก็พาทีมคว้าแชมป์เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอีกสิ่งหนึ่งที่เลบรอนกำลังจะทำก็คือ การก้าวขึ้นมารับบทตำนานคนต่อไปให้กับทีมนั่นเอง

กีฬา

ฟอร์มร้อนแรงที่หยุดไม่อยู่ของดาเนี่ยล เมดเวเดฟ กับการเริ่มต้นเก็บเกี่ยวความสำเร็จ

ถือได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงอย่างมากเลยทีเดียว สำหรับนักเทนนิสหนุ่มวัย 24 ปี ชาวรัสเซียอย่างดาเนี่ยล เมดเวเดฟ ที่ยังคงรักษาผลงานอันยอดเยี่ยมของตัวเองเอาไว้ได้ และพาตัวเองก้าวไปคว้าถ้วยรางวัลการแข่งขันเทนนิสรายการใหญ่อย่าง เอทีพี ไฟนอล ได้สำเร็จ ซึ่งการคว้าแชมป์มาครองได้ในครั้งนี้มันก็ทำให้กลายเป็นการคว้าแชมป์รายการนี้ได้เป็นครั้งแรกของเขาได้สำเร็จ ซึ่งมันเกิดขึ้นหลังจากการคว้าถ้วยใหญ่อย่างเอทีพี ทัวร์ 1000 ปารีส โอเพ่น มาได้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งนั่นเท่ากับว่าในเวลาเพียงแค่ไม่ถึงเดือน ดาเนี่ยล เมดเวเดฟ สามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่มาครองได้ถึงสองรายการด้วยกัน และการคว้าแชมป์มาครองได้ในครั้งนี้ เขายังสามารถเก็บสถิติการเป็นแชมป์แบบที่สามารถเก็บชัยชนะได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์เต็มอีกด้วย ในการชนะทั้งหมดของเขานั้นบนเส้นทางที่ก้าวสู่แชมป์เขาสามารถเอาชนะมาได้ทั้งโนวัค ยอโควิช และราฟาเอล นาดาล รวมไปถึงคู่แข่งในคู่ชิงอย่างโดมินิค เธียมคู่แข่งของเขาในนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนักเทนนิสระดับแนวหน้าของโลกในยุคนี้ทั้งสิ้น นอกจากฟอร์มการเล่นและสถิติส่วนตัวแล้ว การคว้าแชมป์รายการนี้ยังทำให้เขากลายเป็นนักเทนนิสคนที่สองในประวัติศาสตร์ของรัสเซียที่สามารถทำได้สำเร็จ เพราะที่ผ่านมามีเพียงนิโคไล ดาวิเดนโก้ เท่านั้นที่เป็นนักเทนนิสชาวรัสเซียที่เคยได้แชมป์รายการนี้มาก่อน ซึ่งมันก็เกิดขึ้นมานานถึง 11 ปีแล้วอีกด้วย มันจึงทำให้แฟนเทนนิสรัสเซียตื่นเต้นกันอย่างมากจนถึงขนาดประธานาธิบดีปูตินยังร่วมแสดงความยินดีกับเขาเลยทีเดียว และที่สำคัญดาวีเดนโก้ยังสามารถทำสถิติไว้ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น มันจึงเป็นไปได้สูงมากที่สถิติของเขาจะโดนเมดเวเดฟฉีกกระจุยในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากเรื่องสถิติและเงินรางวัลที่เขาคว้ามาได้แล้ว หากลองมองย้อนกลับไปดูเส้นทางสู่การเป็นแชมป์ของเขา จะเห็นว่าเขาปราบบรรดานักเทนนิสที่ยิ่งใหญ่มาได้แล้วทุกคน ซึ่งเมื่อมองจากอายุของเขาแล้วก็จะเห็นว่ามันเป็นเพียงแค่ช่วงเริ่มต้นในการไขว่คว้าความสำเร็จเท่านั้น และปัจจุบันเขายังมีอันดับโลกสูงถึงอันดับที่ 4 อีกด้วย ซึ่งหนึ่งใน 5 อันดับแรกของโลกนั้นก็ล้วนแล้วแต่เข้าสู่ช่วงปลายของอาชีพแล้วทั้งนั้น คืออันอับ 1 ยอโควิช 33 ปี อันดับ…

Continue Reading

กีฬา

สถานการณ์ไม่ดีแบบนี้ แม้แต่ตำนานอย่างซีดานก็มีเสียวอยู่เหมือนกัน

นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างแท้จริงสำหรับทีมราชันชุดขาว โดยเฉพาะกับตัวกุนซือใหญ่ของทีมอย่างซีเนดีน ซีดาน ที่ดูเหมือนว่าตอนนี้เก้าอี้ของเขาดูจะร้อนขึ้นทุกวัน และหากยังไม่สามารถพาทีมกลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง ไม่แน่ว่าแม้แต่ตัวเขาเองซึ่งถือเป็นระดับตำนานของสโมสรมาตั้งแต่สมัยที่เป็นผู้เล่น และตอนที่เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแล้วก็อาจจะไม่สามารถรอดพ้นจากการลงดาบได้ และข่าวลือเกี่ยวกับการโดนปลดของเขารวมไปถึงการหาตัวแทนมันก็มีมากขึ้นทุกวัน สาเหตุที่ข่าวเหล่านั้นมันผุดขึ้นมาตามหน้าสื่อต่าง ๆ นั้นมันก็มาจากผลงานของทีมราชันชุดขาวภายใต้การคุมทีมของเขาในช่วงนี้ออกมาไม่ค่อยจะดีทั้งในลีกและบอลถ้วยยุโรปนั่นเอง ซึ่งในลีกนั้นทัพราชันก็มีผลงานลุ่ม ๆ ดอน ๆ โดยเขาพาทีมหลุดแพ้ไปแล้วถึง 3 เกมจากการแข่งขันทั้งหมด 11 เกมที่ผ่านมา ทำให้ทีมอยู่ห่างจากผุ้นำอยู่ถึง 6 คะแนน แถมเตะเยอะกว่าหนึ่งนัด ที่สำคัญนั้นตำแหน่งจ่าฝูงมันกลับกลายเป็นคู่แข่งร่วมเมืองอย่างแอตเลติโก้ มาดริดอีกด้วย ซึ่งดูจะเป็นเรื่องที่เสียหายไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับทีมยักษ์ใหญ่อย่างพวกเขา ส่วนในรายการใหญ่อย่างยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกนั้นเขาก็พาทีมไปอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงที่จะตกรอบแบ่งกลุ่ม หรือร่วงลงไปเล่นในยูโรป้าเมื่อพวกเขารั้งอยู่อันดับสามในตาราง โดยเหลือโปรแกรมการแข่งขันเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วส่วนหนึ่งที่ผลงานของทีมย่ำแย่มันอาจจะมาจากเรื่องราวแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อตลาดนักเตะช่วงที่ผ่านมา ที่จะเห็นได้ว่าพวกเขาไม่ได้ทำการเสริมทัพจากตลาดนักเตะหน้าร้อนเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีเลยทีเดียวที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แถมนอกจากไม่ซื้อเพิ่มแล้วยังมีการปล่อยนักเตะชื่อดังอย่างแกเร็ธ เบล และฮาเมส โรดริเกวซออกไปอีกด้วย ซึ่งยังไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุใดระหว่างซีดานพอใจกับทีมชุดนี้แล้ว หรือว่าเป็นนโยบายการรัดเข็มขัดของทางสโมสร ซึ่งถ้าหากเกิดจากสาเหตุหลังการจะโทษซิซูเพียงคนเดียวนั้นมันก็ย่อมจะไม่ถูกต้อง เพราะในสถานการณ์เช่นนี้จะเห็นได้ว่าเขามีตัวเลือกในการใช้งานค่อนข้างจำกัดมากเลยทีเดียว ซีเนดีน ซีดานนั้นนอกจากจะเป็นตำนานนักเตะของสโมสรแห่งนี้แล้ว ในบทบาทกุนซือเขาก็ถือเป็นหนึ่งในระดับตำนานของทีมด้วยเช่นกัน การพาทีมคว้าได้ถึง 2 แชมป์ลาลีกา กับอีก 3 แชมป์ยูซีแอลนั้นนับว่าเป็นเครดิตที่เขามีสะสมไว้มากพอสมควร แต่ถ้าหากว่าผลงานในสนามของลูกทีมของเขายังคงไม่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ บางทีเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับตำนานอย่างเขาก็อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน เพราะในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวของทีมอย่างราชันชุดขาวนั้น ย่อมไม่มีพื้นที่ให้กับความล้มเหลวใดอย่างแน่นอน

กีฬา

หรือปีร์โล่จะยังไม่ใช่ สำหรับตำแหน่งนายใหญ่แห่งทัพม้าลาย

มันเริ่มจะเป็นเครื่องหมายคำถามขึ้นเสียแล้วสำหรับผลงานการคุมทัพม้าลาย ของอดีตกองกลางระดับตำนานของทีมอย่างอันเดรีย ปีร์โล่ ที่หลังผ่านโปรแกรมการแข่งในฤดูกาลใหม่มาได้นานพอสมควรแล้ว แต่เขายังไม่สามารถพาทีมควบแบบเต็มฝีเท้าได้เสียที แถมม้าลายของเขายังคงออกอาการสะดุดบนทางเรียบ ๆ บ่อยอีกด้วย มันจึงเกิดคำถามตามมาว่าเขาอาจจะไม่ใช่คนที่ยูเวนตุสกำลังตามหาอยู่ก็ได้ อันเดรีย ปีร์โล่นั้นก้าวเข้ามาคุมทีมแทนกุนซือคนก่อนอย่างเมาริซิโอ ซาร์รี่ ซึ่งทางยูเวนตุสทั้งบอร์ดบริหารและแฟนบอลต่างมองว่าเขาไม่เหมาะสมสำหรับคุมทีมในระยะยาว แต่ต้องไม่ลืมว่าถึงจะดูไม่ดีเท่าไหร่แต่ซาร์รี่นั้นก็สามารถพาทีมม้าลายจบฤดูกาลด้วยการคว้าสคูเด็ตโต้ได้สำเร็จ ซึ่งมันทำให้พวกเขาคว้าแชมป์มายาวนานถึง 9 ปีติดต่อกัน และนั่นมันทำให้คนที่ถูกเลือกเข้ามาแทนอย่างเขานั้นกดดันหนักเข้าไปอีก เพราะต้องทำผลงานให้ดีได้อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเท่ากับคนที่ถูกเด้งไปอย่างซาร์รี่นั่นเอง ซึ่งในช่วงเริ่มต้นใหม่ของฤดูกาลนั้นถึงแม้ว่าผลงานของทีมจะดูสะดุดไปบ้าง แต่ผู้คนก็มองว่ามันอยู่ในช่วงปรับแต่งทีมให้ลงตัวสำหรับผู้จัดการทีมคนใหม่อย่างเขา ซึ่งก็ถือว่าเข้ามารับงานในช่วงเวลาที่ยากลำบากเหมือนกัน เพราะผลกระทบจากโรคระบาดมันทำให้เขาแทบไม่มีโปรแกรมอุ่นเครื่องให้ทดลองทีมและแท็คติกของเขาเลย และถ้าหากผลงานจะออกมาแบบยังไม่ไหลลื่นมากนักมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่เมื่อผ่านเกมในฤดูกาลใหม่มาพอสมควรแล้วทีมของเขากลับถูกมองว่ายังคงไม่พัฒนาไปถึงไหน ยังคงไม่มีความคงเส้นคงวาซักเท่าไหร่และที่สำคัญดูเหมือนว่าเขายังไม่มี 11 ตัวจริงที่ลงตัวได้เสียทีนี่สิ ที่มันทำให้หลายคนเริ่มมองว่าเขาอาจจะพาทีมไปไม่ถึงจุดหมายที่พวกเขาตั้งไว้ก็เป็นได้ การที่ทีมของปีร์โล่ยังคงมีแผนการเล่นที่หาจุดลงตัวไม่ได้นั้น มันทำให้พวกเขาหวังพึ่งพาความสามารถนักเตะการทำประตูเป็นหลัก ซึ่งมันเห็นได้ชัดเจนเลยเวลาที่ไม่มีนักเตะอย่างโรนัลโด้อยู่ในสนามที่พวกเขาแทบจะไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ ทั้งที่ในทีมก็มีผู้เล่นแนวรุกที่ฝีเท้าไม่ได้เป็นรองใครเลยในโลก เพราะพวกเขามีทั้งโมราต้า และดีบาล่า บวกกับกำลังสนับสนุนที่มากมายหลายคน เพียงแต่ว่าผู้จัดการทีมอย่างเขาจะหาวิธีใช้งานผู้เล่นเหล่านี้อย่างไรให้มีศักยภาพสูงสุดเท่านั้นเอง ครั้งหนึ่งอันเดรีย ปีร์โล่นั้นเคยใช้มันสมองของเขาปั้นเกมรุกให้กับทีมจนกลายเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จ มาวันนั้นเขาต้องใช้สมองเดิมของเขาปั้นทีมทั้งทีมให้กลับไปสู่จุดนั้น ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะดูยากกว่าแต่อย่างไรก็ยังคงหวังและเอาใจช่วยให้เขาสามารถหาจุดลงตัวให้กับทีมได้ และพาทีมไปสู่เส้นทางที่ยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ เพราะในฐานะแฟนฟุตบอลที่เคยเห็นเขาประสบความสำเร็จในสนามมาแล้ว ก็ไม่อยากที่จะเห็นเขาเจอกับความล้มเหลวในการคุมทีมข้างสนาม และยังคงเชื่อว่าเขามีศักยภาพมากพอที่จะทำได้ ยังไงก็ขอเอาใจช่วยนะ อันเดรีย ปีร์โล่

กีฬา

เสน่ห์สุดคลาสสิคของการแข่งขันเทนนิส Wimbledon

หากคุณเป็นแฟนเทนนิสตัวยง คุณย่อมรู้จัก “Wimbledon” รายการแข่งขันกีฬาเทนนิสรายการแกรนด์สแลมที่จัดขึ้นในประเทศอังกฤษ หนึ่งใน 4 รายการแกรนด์สแลมที่ยิ่งใหญ่ของปีไม่แพ้รายการอื่น ๆ และยังเป็นเทนนิสแกรนด์สแลมที่เก่าแก่มากที่สุดในโลกอีกด้วย ดังนั้นในวันนี้เราจะขอยกความคลาสสิคที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของวิมเบิลดันมาเล่าสู่กันฟัง การแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1877 ในย่านวิมเบิลดัน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเป็นการแข่งขันเทนนิสบนคอร์ทหญ้านับตั้งแต่นั้นมา รายการวิมเบิลดันเป็นเพียงรายการเดียวที่ยังคงอนุรักษ์สนามแข่งเทนนิสที่เป็นสนามหญ้าไว้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน แกรนด์สแลมที่ยังคงเอกลักษณ์แบบอนุรักษ์นิยม ในสไตล์อังกฤษ แม้ว่ารายการวิมเบิลดันจะดำเนินมาต่อเนื่องยาวนานถึงร้อยกว่าปี ถ้านับมาจนถึงตอนนี้ มาถึงยุคสมัยใหม่ที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย แต่วิมเบิลดันก็ไม่เคยเปลี่ยนตาม ยังคงคอยรักษากฎระเบียบ วัฒนธรรมของการแข่งขันแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น วิมเบิลดันเป็นรายการแกรนด์สแลมที่ขึ้นชื่อเรื่องการหาตั๋วยากที่สุด เนื่องจากสนามแข่งขันมีขนาดไม่ใหญ่มาก จึงจำเป็นต้องจำกัดที่นั่ง และในการแข่งขันที่จัดในคอร์ทใหญ่ ที่เรียกกันว่า เซ็นเตอร์คอร์ท (Center Court) เมื่อการแข่งขันจบลงเป็นธรรมเนียมที่นักกีฬาจะต้องเดินออกจากสนามพร้อมกัน และยังมีที่นั่งสำหรับราชวงศ์ที่เรียกว่า Royal Box ใช้สำหรับสมาชิกราชวงศ์ของอังกฤษที่มาเข้าชมการแข่งขัน และมองรางวัลให้ผู้ที่ชนะเลิศ วิมเบิลดัน เป็นรายการเดียวที่ยังคงติดรายชื่อให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งชายและหญิงไว้บนบอร์ด โดยการใช้คำสุภาพ อย่าง Gentleman และ Lady และการเรียกชื่อนักเทนนิสก็จะต้องขึ้นต้นด้วย MR. MRs. หรือ Miss ทุกครั้ง เพื่อให้เกียรติแก่ผู้เข้าแข่งขันทุกคน เครื่องแต่งกายของนักเทนนิสทุกคนจะต้องเป็น สีขาว เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ เสื้อแจ็กเก็ต กางเกง…

Continue Reading